เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก
เดี๋ยวนี้ปฎิเสธไม่ได้ว่า..ถ้ามีเงินทำได้(เกือบ)ทุกอย่าง
รวมทั้งซื้อความหวังด้วย
เคยไปอ่านเจอในที่นึง..มีคนเค้าเขียนไว้ว่า
สำหรับผู้หญิงแล้วซื้อเครื่องสำอางเหมือนซื้อความหวัง
ส่วนตัวอ่านแล้วเห็นว่าจริง .. เพราะทุกครั้งที่เราซื้อ
เราก็มักจะพ่วงความหวังไปด้วย
ทั้งที่รู้ตัว และ ไม่รู้ตัว
หวังว่าจะสวย หวังว่าจะดูดี หวังว่าจะดูอ่อนกว่าวัย (ฮ่าๆ)
หวังว่าจะมีคนทักว่าไปทำไรมา บลาๆๆ
มันเป็นความหวังที่ปนความอยากได้ที่มาได้เรื่อย ๆ
วันก่อนนู้นได้ไปอ่าน พจจ. กะ เจ๊ รีวิว คสอ. ไปแล้ว
(ก็หลายก่อนอยู่ แหะๆ)
คันไม้คันมืออยากรีวิวมั่ง
(ผ่านมาหลายเดือนเพิ่งจะว่าง)
โดยส่วนตัวก็เป็นคนที่มีเคร่ืองสำอางอยู่พอประมาณ
เพราะเป็นคนไม่ค่อยแต่งหน้า
เนื่องจาก..ขี้เกียจล้างออก
(ควรจะนับเป็นเหตุผลดีมั้ย ^^”)
แต่เครื่องบำรุงเนี่ยจะเยอะกว่าเครื่องสำอาง
เพราะเป็นคนผิวแพ้ง่ายมากกกกกก
แพ้มันไปหมดตั้งกะแชมพู ยาสระผม ยาสีฟัน
ดังนั้นทุกอย่างที่ใช้จะผ่านการทดสอบด้วยตัวเองมาแล้วว่าไม่แพ้ หรือแพ้น้อยที่สุด
กว่าจะได้เห็นที่ใช้ในภาพดังต่อไปนี้ซึ่งเป็นของที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน
เราก็ได้แพ้กระจุยกระจายมาเรียบร้อยแล้ว -_-
เริ่มต้นจาก..
ผลิตภัณฑ์สำหรับดวงตา

ดวงตา..เปรียบเหมือนหน้าต่างของหัวใจ เอิ๊ก เน่าซะ
มีคนบอกไว้ว่ารอยใต้ตา รอยตีนกา รอยสารพัดรอบ ๆ ดวงตา
ถ้าเกิดขึ้นแล้วไม่ว่าครีมมหัศจรรย์ที่ไหนก็ไม่สามารถจะลบเลือนมันได้
ได้ยินมาตั้งกะสาว ๆ
แต่เพิ่งมาเริ่มใช้อายครีมจริงจังเมื่อ .. 3 - 4 ปีก่อน
ใช้มาก็หลายยี่ห้อ ไหนจะ Roc, Nivea Q10
ผ่านไปก็หลายปีไม่เห็นว่ามันจะมีผลใด ๆ กับชีวิต -_-
คือรอยเก่าที่มีอยู่แล้วก็มีไป เดชะบุญที่รอยใหม่ยังไม่โผล่ขึ้นมา
จะว่าไปแล้วอาจจะเป็นเพราะอายครีมที่ใช้อยู่ช่วยปราบปรามริ้วรอยไว้ก็ได้
อย่ากระนั้นเลย…เรากลับมาอยู่ที่ปัจจุบันดีกว่า
จากรูปจะเห็นอายครีมอยู่สามยี่ห้อ ได้แก่
- Clinique all about eyes rich - ได้มาฟรีอันนี้
ใช้แล้วไม่มีผลใด ๆ กับชีวิตเช่นเดียวกัน
เราก็เลยใช้มั่ง ไม่ใช้มั่ง แล้วแต่อารมณ์จะนำพาไป
เพราะก็ไม่ได้ถูกใจอะไรเท่าไหร่กับเจ้าตัวนี้
วันไหนกลัวมันน้อยใจก็หยิบขึ้นมาทา ๆ ถู ๆ ซักหน่อยพอเป็นพิธี
- Burt’s bee repair serum - สอยมาเมื่อเจ็ดเดือนที่แล้ว
อ่านในห้องเครื่องแป้ง พันทิพ เค้าว่าดี๊ … ดี
สาว ๆ เมืองไทยดั้นด้นหาใช้กันเป็นวรรคเป็นเวร
เราเดินผ่านร้านขายยาแล้วเห็นมันวางอยู่ก็เลยสอยมาซะหน่อย
หลังจากใช้มาเจ็ดเดือนก็พบว่า ……. ก็เหมือนกับตัวอื่น ๆ ท่ีผ่านมาในชีวิต
แถมใช้แล้วคันยิ๊ก ๆ ในบางที (แพ้แหง — แต่ก็ทนใช้ตั้งเจ็ดเดือนด้วยความเสียดาย ^^”)
แล้วเราก็เลยลองมาจบที่ตัวนี้
- Creme de la Mer eye concentrate - เพิ่งได้มาสด ๆ
ใช้ได้ไม่กี่วัน ก็เลยไม่สามารถบอกผลของการทดลองได้
ถัดมาเป็นครีมบำรุง ทั้งเช้า และ เย็น
รวมถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าด้วย

จากรูป ..
ก็จะเห็นผลิตภัณฑ์ Proactiv แบบครบเซ็ท
ซ่ึงมี Cleanser, Toner, Lotion
ใช้ครบทั้งสามตัวเลย ใช้แล้วถูกจริตมากๆๆๆ
ตราบใดที่หน้ายังไม่ดื้อยาก็จะไม่เปลี่ยนใจไปใช้ยี่ห้ออื่นอีกแล้ว
ส่วน Daily Oil Control ของ Proactiv อันนี้ไม่ผ่านอย่างแรง
ไม่เห็นจะคอนโทรลความมันได้ตรงไหนเล๊ย
ก็เลยไม่ค่อยได้ใช้กะว่าหมดหลอดนี้ก็จะไม่สอยมาแล้ว
ใช้แค่สามตัวหลักก็พอ ..
ครีมบำรุงก็จะมี
Clinique Total Turnaround Concentrate
ตัวนี้ใช้มาหลายปีดีดัก หลัก ๆ ถูกใจเพราะไม่แพ้
(แต่แพ้ 3 steps ของ Clinique หล่ะ)
Olay Regenerist Serum (Fragrance Free)
ตัวเอกของเราเลย ถูกใจมากมาย ขาดไม่ได้
นอกจากไม่แพ้แล้วยังราคาถูก ส่วนผสมดี ใช้แล้วหน้าใสกิ๊ง
Alpha Hydrox AHA Souffle 12%
ตัวนี้ไว้ใช้กลางคืนเท่านั้น
เพราะเนื้อครีมแอบมันอยู่
ประโยชน์ของมันก็ไว้ผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
ใช้เสริม ๆ กับตัว Olay
ที่เหลือเป็นหลอด ๆ เรียงจากซ้ายไปขวาก็มี
- Alpha Hydrox Spot Light Targeted Skin Lightener
เอาไว้ลบรอยแผลจากสิว ใช้เป็นหลอดแรกจนจะหมดแล้ว
พึงพอใจในผลพอสมควร เลยไปสอยหลอดที่สองไว้รอเรียบร้อย
- La Roche Posay Effaclar K
เป็นตัวละลายสิวอุดตัน
เพิ่งใช้เป็นหลอดแรก ช่วงแรกก็ถือว่าโอเค
แต่พอใช้ไปซักพักดันสิวขึ้นเห่อซะงั้น
่ถ้าให้ซื้ออีกก็ต้องขอคิดดูก่อน
- Mederma
มีคนแนะนำมาเมื่อสี่ปีที่แล้ว
ไว้ใช้ลดรอยสิวเช่นเดียวกัน
ใช้ได้ผลดีมาก แต่ใช้เวลาพอสมควร
ก็ถือว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านไปแล้ว
ซื้อไว้ติดบ้านตลอด
เพราะสามารถลดรอยแผลอื่น ๆ ได้ดีเช่นเดียวกัน
ส่วนหลอดเขียวที่ตั้ง ๆ อยู่เป็นของ Clinique Acne Solution
ไว้แต้มสิวอักเสบ ส่วนตัวใช้แล้วไม่ค่อยได้ผลนะตัวนี้
สิวไม่ค่อยยุบเท่าไหร่ คงเป็นหลอดแรก และ หลอดเดียวที่จะใช้
ถึงแม้จะมีส่วนผสมของ Benzac AC 5% ก็ตาม
(ตัวยาเดียวกันกับ Proactiv)
แต่กลับไม่มีผลใด ๆ กับชีวิตเราเลย
ตัวสุดท้ายด้านซ้ายมือสุดเป็นสเปรย์น้ำแร่ของ La Roche Posay
ได้แถมมา .. ก็ใช้บ้าง ไม่ใช้บ้างตามระเบียบ
เพราะไม่ใช่คนหน้าแห้ง เลยไม่ need เท่าไหร่
ถัดมาเป็นกันแดด

- Shiseido White Lucent SPF 16 - ใช้มาหลายปีอยู่
หลัก ๆ ใช้แล้วไม่แพ้ เป็นกันแดด แล้วก็เบสแต่งหน้าในตัว
(คือไม่ต้องใช้หลายหลอดนั่นเอง ทาทีเดียวไปเลย)
เนื่องจากใช้มาหลายปีแล้ว
แถมหลัง ๆ เริ่มซื้อของจะดูรายละเอียดตรงส่วนผสมมากขึ้น
เลยพบว่า..ตัวนี้ SPF น้อยไปเพราะหลังจากใช้ AHA
ต้อง concern เรื่องกันแดดมากขึ้นเพื่อป้องกันหน้าแหก
เลยอยากลองหาอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง
ก็เลยได้กันแดดมาเพิ่มอีกสามตัวในคราวเดียวกัน คือ
- La Roche Posay SPF 50
อันนี้ SPF แจ่มกว่าตัวเดิมมาก
กันทั้ง UVA & UVB
แต่ใช้แล้วหน้ามัน .. เลยเอาไปทาตัวดีกว่า
ปรากฎว่าทาตัวแล้วเพอร์เฟคเลยไม่เหนียวเหนอะหนะ
ติดตรงราคาแพงไปหน่อย .. ถ้าให้ให้ซื้อหลอดที่สองก็ซื้อนะ
- Neutrogena Ultra Sheer SPF 45
อ่านรีวิวใน Consumerreport.org เค้าว่าตัวนี้ก็เริ่ด
เหมาะสำหรับคนหน้ามัน แล้วก็มีสารกันแดดครบทั้ง A & B
แถมราคาสบายกระเป๋าตังค์มากๆ
(UVA เป็นรังสีที่ผ่านกระจกเข้ามาได้
ส่วน UVB เป็นรังสีที่ผ่านกระจกเข้ามาไม่ได้)
แต่ที่เค้าว่าใช้แล้วมัน sheer นั้น .. เห็นจะไม่จริง
หน้ายังมันเยิ้มเหมือนเดิมอยู่ ตัวนี้เลยขอผ่านเป็นตัวต่อไป
- Blue Lizard SPF 30
ชื่ออาจจะไม่คุ้นหู เราก็ไม่รู้จักเหมือนกัน
แต่มาซื้อได้เพราะเวปข้างต้นนี่หล่ะ
คือสอยมาสองอันพร้อมกันเลย
มาลองดูว่าอันไหนจะดีกว่ากัน
ตัวบน..เค้าว่าใช้แล้วไม่มัน
ส่วนตัวนี้เค้าว่าเหมาะกับคนผิวแพ้ง่ายมาก
(โอ้ เยี่ยมไปเลยจอร์จ)
แถมยังไม่มีส่วนผสมน้ำหอมอีกตะหาก
ด้วยสนนราคาสบายกระเป๋าอีกแล้วครับท่าน
ดังนั้นของดีไม่จำเป็นต้องแพง เพียงแต่ต้องออกแรงหาหน่อย
เนื่องจากตัวนี้หาซื้อยากไปนี้ดดดดส์
หลังจากลองใช้มาซักพักก็พบว่าพึงใจตัวนี้ที่ซู้ด
ใช้แล้วหน้าไม่มัน กันแดดครบทั้ง UVA & B
ไม่มีส่วนผสมอันเป็นอันตรายต่อผิวหน้าบาง ๆ ของเฮา
นับข้อดีได้หลายข้อแล้วก็จะใช้อันนี้ต่อไปล่ะเจ้า
มาถึงผลิตภัณฑ์เส้นผม

หลัก ๆ ก็ใช้แค่แชมพู ครีมนวด แล้วก็น้ำมันบำรุงแค่นั้น
แต่แชมพู กะ ครีมนวดต้องเลือกยี่ห้อหน่อย
เพราะแพ้เกือบทุกยี่ห้อที่มีในตลาดที่ขายอยู่นี้
ยกเว้นยี่ห้อ Kiehl’s
ตอนอยู่เมืองไทยก็ใช้พันตีน เอ๊ย แพนทีน
ตอนนั้นยังไม่รู้ตัวว่าแพ้ -_-
เพิ่งมารู้ตัวเอาตอนเปลี่ยนยี่ห้อไปเรื่อย ๆ นี่ล่ะ
ว่า เออ อ๋อ .. มันเป็นอย่างนี้นิเอง
ครีมนวดผมเพิ่งมาลองเปลี่ยนเป็น leave in ดู
คือ สระผมเสร็จ ลงครีมนวด ลงน้ำมันแล้วเป่าแห้งได้เลย
ไม่ต้องล้างออก เพราะ พยายามหลีกเลี่ยงให้ครีมนวดโดนตัว
(กันแพ้ฮ่ะ)
ก็นับว่าได้ผลดีทีเดียว ใครแพ้ครีมนวด(หนักๆ) อย่างเรา
ลองเอาวิธีนี้ไปใช้ดูก็ได้ : )
น้ำมันบำรุงผมอยู่เมืองไทยเราใช้ Oriental Princess
หลังจากขวดที่หอบหิ้วมาจากเมืองไทยได้หมดไป
เลยหาของที่นี่ใช้แทนเพราะราคาก็ไล่เลี่ยกันเหลือเกิน
จนมาพบของ John Frieda ก็ใช้มาเรื่อย ๆ ต่อจากนั้น
ส่วนเจ้าตัว Secret Weapon ของ John Frieda
ไว้ใช้เซ็ทผมให้เข้าทรงคล้าย ๆ wax แต่ว่าสมูทกว่า เบากว่า
ถ้าวันไหนต้องจัดทรงหนักหน่อย (ซึ่งไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่)
ก็จะใช้ wax ซึ่งเราใช้ของ Paul Mitchell
(ยังเหลืออยู่เต็มขวดอยู่เล๊ย)
จบเส้นผม มาถึงตัว ..

เมื่อก่อนเป็นคนที่ขี้เกียจทาครีมมาก
จนมาหน้าหนาวนึงเห็นขาแตกแห้ง ข้อศอกด้าน น่ากลัวมาก
เลยต้องมาดูแลเนื้อตัวนี้ดส์นึง
จะเห็นว่าเราเป็นแฟนคลับตัวยงของ Jergens
มีทั้งโลชั่นธรรมดา และ โลชั่นที่เป็นวิ้ง ๆ (ด้านขวามือสุดในรูป)
ตัววิ้งนี่ใช้หน้าร้อนโดยเฉพาะ
(ซัมเมอร์มันสั้นนักสามเดือนเท่านั้น ฮือ)
แล้วก็มีบัวหิมะฝากเค้าหิ้วมาจากเมืองไทย
อันนี้รักษาครอบจักรวาลจริง ๆ
และตัวสุดท้าย..เด็ดสะระตี่มาก
แป้งน้ำศิริราช (หาซื้อได้ที่ รพ. ศิริราชที่เดียว) หลังจากลองใช้แล้ว
พบว่าได้ผลยอดเยี่ยมกระเทียมดองเหนือยาแต้มสิวฝรั่งใด ๆ ในทั่วหล้า
เลยต้องบรรจุเป็นยาสามัญประจำบ้านอีกอันนึง
(ขอบคุณเจ๊มากมายที่ไปซื้อมาให้)
และตบท้ายด้วยของฝากจากเมืองไทย โดยพี่แมวใจดีคนนึง =^^=

หลัง ๆ พอมาอยู่เมืองนอกเมืองนา
แล้วมาได้ใช้ของสมุนไพรไทยก็พบว่า
ของไทยก็ดีไม่แพ้ของนอกเลยนา ..
(ตอนนี้ใช้ยาสีฟันดอกบัวคู่จนจะหมดหลอดแง้ว งิงิ)
แฮ่ก ๆ .. หมดซะที
(จริง ๆ มีน้ำหอม และ เครื่องสำอางอีกนะ แต่แปะไว้ก่อนล่ะกัน)
..วันนี้ขอจบรีวิวด้วยกลอนบทนี้ล่ะกันน๊ะ..
คนจะงาม งามที่ใจ ใช่ใบหน้า
คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน
คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน
คนจะรวย รวยศีลทาน ใช่บ้านโต
























