เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก

เดี๋ยวนี้ปฎิเสธไม่ได้ว่า..ถ้ามีเงินทำได้(เกือบ)ทุกอย่าง
รวมทั้งซื้อความหวังด้วย

เคยไปอ่านเจอในที่นึง..มีคนเค้าเขียนไว้ว่า
สำหรับผู้หญิงแล้วซื้อเครื่องสำอางเหมือนซื้อความหวัง
ส่วนตัวอ่านแล้วเห็นว่าจริง .. เพราะทุกครั้งที่เราซื้อ
เราก็มักจะพ่วงความหวังไปด้วย
ทั้งที่รู้ตัว และ ไม่รู้ตัว

หวังว่าจะสวย หวังว่าจะดูดี หวังว่าจะดูอ่อนกว่าวัย (ฮ่าๆ)
หวังว่าจะมีคนทักว่าไปทำไรมา บลาๆๆ
มันเป็นความหวังที่ปนความอยากได้ที่มาได้เรื่อย ๆ

วันก่อนนู้นได้ไปอ่าน พจจ. กะ เจ๊ รีวิว คสอ. ไปแล้ว
(ก็หลายก่อนอยู่ แหะๆ)
คันไม้คันมืออยากรีวิวมั่ง
(ผ่านมาหลายเดือนเพิ่งจะว่าง)
โดยส่วนตัวก็เป็นคนที่มีเคร่ืองสำอางอยู่พอประมาณ
เพราะเป็นคนไม่ค่อยแต่งหน้า
เนื่องจาก..ขี้เกียจล้างออก
(ควรจะนับเป็นเหตุผลดีมั้ย ^^”)

แต่เครื่องบำรุงเนี่ยจะเยอะกว่าเครื่องสำอาง
เพราะเป็นคนผิวแพ้ง่ายมากกกกกก
แพ้มันไปหมดตั้งกะแชมพู ยาสระผม ยาสีฟัน
ดังนั้นทุกอย่างที่ใช้จะผ่านการทดสอบด้วยตัวเองมาแล้วว่าไม่แพ้ หรือแพ้น้อยที่สุด

กว่าจะได้เห็นที่ใช้ในภาพดังต่อไปนี้ซึ่งเป็นของที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน
เราก็ได้แพ้กระจุยกระจายมาเรียบร้อยแล้ว -_-

เริ่มต้นจาก..

ผลิตภัณฑ์สำหรับดวงตา

ดวงตา..เปรียบเหมือนหน้าต่างของหัวใจ เอิ๊ก เน่าซะ
มีคนบอกไว้ว่ารอยใต้ตา รอยตีนกา รอยสารพัดรอบ ๆ ดวงตา
ถ้าเกิดขึ้นแล้วไม่ว่าครีมมหัศจรรย์ที่ไหนก็ไม่สามารถจะลบเลือนมันได้

ได้ยินมาตั้งกะสาว ๆ
แต่เพิ่งมาเริ่มใช้อายครีมจริงจังเมื่อ .. 3 - 4 ปีก่อน
ใช้มาก็หลายยี่ห้อ ไหนจะ Roc, Nivea Q10
ผ่านไปก็หลายปีไม่เห็นว่ามันจะมีผลใด ๆ กับชีวิต -_-
คือรอยเก่าที่มีอยู่แล้วก็มีไป เดชะบุญที่รอยใหม่ยังไม่โผล่ขึ้นมา
จะว่าไปแล้วอาจจะเป็นเพราะอายครีมที่ใช้อยู่ช่วยปราบปรามริ้วรอยไว้ก็ได้
อย่ากระนั้นเลย…เรากลับมาอยู่ที่ปัจจุบันดีกว่า
จากรูปจะเห็นอายครีมอยู่สามยี่ห้อ ได้แก่

- Clinique all about eyes rich - ได้มาฟรีอันนี้
ใช้แล้วไม่มีผลใด ๆ กับชีวิตเช่นเดียวกัน
เราก็เลยใช้มั่ง ไม่ใช้มั่ง แล้วแต่อารมณ์จะนำพาไป
เพราะก็ไม่ได้ถูกใจอะไรเท่าไหร่กับเจ้าตัวนี้
วันไหนกลัวมันน้อยใจก็หยิบขึ้นมาทา ๆ ถู ๆ ซักหน่อยพอเป็นพิธี

- Burt’s bee repair serum - สอยมาเมื่อเจ็ดเดือนที่แล้ว
อ่านในห้องเครื่องแป้ง พันทิพ เค้าว่าดี๊ … ดี
สาว ๆ เมืองไทยดั้นด้นหาใช้กันเป็นวรรคเป็นเวร
เราเดินผ่านร้านขายยาแล้วเห็นมันวางอยู่ก็เลยสอยมาซะหน่อย
หลังจากใช้มาเจ็ดเดือนก็พบว่า ……. ก็เหมือนกับตัวอื่น ๆ ท่ีผ่านมาในชีวิต
แถมใช้แล้วคันยิ๊ก ๆ ในบางที (แพ้แหง — แต่ก็ทนใช้ตั้งเจ็ดเดือนด้วยความเสียดาย ^^”)

แล้วเราก็เลยลองมาจบที่ตัวนี้

- Creme de la Mer eye concentrate - เพิ่งได้มาสด ๆ
ใช้ได้ไม่กี่วัน ก็เลยไม่สามารถบอกผลของการทดลองได้

ถัดมาเป็นครีมบำรุง ทั้งเช้า และ เย็น
รวมถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าด้วย

จากรูป ..

ก็จะเห็นผลิตภัณฑ์ Proactiv แบบครบเซ็ท
ซ่ึงมี Cleanser, Toner, Lotion
ใช้ครบทั้งสามตัวเลย ใช้แล้วถูกจริตมากๆๆๆ
ตราบใดที่หน้ายังไม่ดื้อยาก็จะไม่เปลี่ยนใจไปใช้ยี่ห้ออื่นอีกแล้ว

ส่วน Daily Oil Control ของ Proactiv อันนี้ไม่ผ่านอย่างแรง
ไม่เห็นจะคอนโทรลความมันได้ตรงไหนเล๊ย
ก็เลยไม่ค่อยได้ใช้กะว่าหมดหลอดนี้ก็จะไม่สอยมาแล้ว
ใช้แค่สามตัวหลักก็พอ ..

ครีมบำรุงก็จะมี
Clinique Total Turnaround Concentrate
ตัวนี้ใช้มาหลายปีดีดัก หลัก ๆ ถูกใจเพราะไม่แพ้
(แต่แพ้ 3 steps ของ Clinique หล่ะ)

Olay Regenerist Serum (Fragrance Free)
ตัวเอกของเราเลย ถูกใจมากมาย ขาดไม่ได้
นอกจากไม่แพ้แล้วยังราคาถูก ส่วนผสมดี ใช้แล้วหน้าใสกิ๊ง

Alpha Hydrox AHA Souffle 12%
ตัวนี้ไว้ใช้กลางคืนเท่านั้น
เพราะเนื้อครีมแอบมันอยู่
ประโยชน์ของมันก็ไว้ผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
ใช้เสริม ๆ กับตัว Olay

ที่เหลือเป็นหลอด ๆ เรียงจากซ้ายไปขวาก็มี

- Alpha Hydrox Spot Light Targeted Skin Lightener
เอาไว้ลบรอยแผลจากสิว ใช้เป็นหลอดแรกจนจะหมดแล้ว
พึงพอใจในผลพอสมควร เลยไปสอยหลอดที่สองไว้รอเรียบร้อย

- La Roche Posay Effaclar K
เป็นตัวละลายสิวอุดตัน
เพิ่งใช้เป็นหลอดแรก ช่วงแรกก็ถือว่าโอเค
แต่พอใช้ไปซักพักดันสิวขึ้นเห่อซะงั้น
่ถ้าให้ซื้ออีกก็ต้องขอคิดดูก่อน

- Mederma
มีคนแนะนำมาเมื่อสี่ปีที่แล้ว
ไว้ใช้ลดรอยสิวเช่นเดียวกัน
ใช้ได้ผลดีมาก แต่ใช้เวลาพอสมควร
ก็ถือว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านไปแล้ว
ซื้อไว้ติดบ้านตลอด
เพราะสามารถลดรอยแผลอื่น ๆ ได้ดีเช่นเดียวกัน

ส่วนหลอดเขียวที่ตั้ง ๆ อยู่เป็นของ Clinique Acne Solution
ไว้แต้มสิวอักเสบ ส่วนตัวใช้แล้วไม่ค่อยได้ผลนะตัวนี้
สิวไม่ค่อยยุบเท่าไหร่ คงเป็นหลอดแรก และ หลอดเดียวที่จะใช้
ถึงแม้จะมีส่วนผสมของ Benzac AC 5% ก็ตาม
(ตัวยาเดียวกันกับ Proactiv)
แต่กลับไม่มีผลใด ๆ กับชีวิตเราเลย

ตัวสุดท้ายด้านซ้ายมือสุดเป็นสเปรย์น้ำแร่ของ La Roche Posay
ได้แถมมา .. ก็ใช้บ้าง ไม่ใช้บ้างตามระเบียบ
เพราะไม่ใช่คนหน้าแห้ง เลยไม่ need เท่าไหร่

ถัดมาเป็นกันแดด

- Shiseido White Lucent SPF 16 - ใช้มาหลายปีอยู่
หลัก ๆ ใช้แล้วไม่แพ้ เป็นกันแดด แล้วก็เบสแต่งหน้าในตัว
(คือไม่ต้องใช้หลายหลอดนั่นเอง ทาทีเดียวไปเลย)
เนื่องจากใช้มาหลายปีแล้ว
แถมหลัง ๆ เริ่มซื้อของจะดูรายละเอียดตรงส่วนผสมมากขึ้น
เลยพบว่า..ตัวนี้ SPF น้อยไปเพราะหลังจากใช้ AHA
ต้อง concern เรื่องกันแดดมากขึ้นเพื่อป้องกันหน้าแหก
เลยอยากลองหาอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง

ก็เลยได้กันแดดมาเพิ่มอีกสามตัวในคราวเดียวกัน คือ

- La Roche Posay SPF 50
อันนี้ SPF แจ่มกว่าตัวเดิมมาก
กันทั้ง UVA & UVB
แต่ใช้แล้วหน้ามัน .. เลยเอาไปทาตัวดีกว่า
ปรากฎว่าทาตัวแล้วเพอร์เฟคเลยไม่เหนียวเหนอะหนะ
ติดตรงราคาแพงไปหน่อย .. ถ้าให้ให้ซื้อหลอดที่สองก็ซื้อนะ

- Neutrogena Ultra Sheer SPF 45
อ่านรีวิวใน Consumerreport.org เค้าว่าตัวนี้ก็เริ่ด
เหมาะสำหรับคนหน้ามัน แล้วก็มีสารกันแดดครบทั้ง A & B
แถมราคาสบายกระเป๋าตังค์มากๆ
(UVA เป็นรังสีที่ผ่านกระจกเข้ามาได้
ส่วน UVB เป็นรังสีที่ผ่านกระจกเข้ามาไม่ได้)
แต่ที่เค้าว่าใช้แล้วมัน sheer นั้น .. เห็นจะไม่จริง
หน้ายังมันเยิ้มเหมือนเดิมอยู่ ตัวนี้เลยขอผ่านเป็นตัวต่อไป

- Blue Lizard SPF 30
ชื่ออาจจะไม่คุ้นหู เราก็ไม่รู้จักเหมือนกัน
แต่มาซื้อได้เพราะเวปข้างต้นนี่หล่ะ
คือสอยมาสองอันพร้อมกันเลย
มาลองดูว่าอันไหนจะดีกว่ากัน
ตัวบน..เค้าว่าใช้แล้วไม่มัน
ส่วนตัวนี้เค้าว่าเหมาะกับคนผิวแพ้ง่ายมาก
(โอ้ เยี่ยมไปเลยจอร์จ)
แถมยังไม่มีส่วนผสมน้ำหอมอีกตะหาก
ด้วยสนนราคาสบายกระเป๋าอีกแล้วครับท่าน
ดังนั้นของดีไม่จำเป็นต้องแพง เพียงแต่ต้องออกแรงหาหน่อย
เนื่องจากตัวนี้หาซื้อยากไปนี้ดดดดส์

หลังจากลองใช้มาซักพักก็พบว่าพึงใจตัวนี้ที่ซู้ด
ใช้แล้วหน้าไม่มัน กันแดดครบทั้ง UVA & B
ไม่มีส่วนผสมอันเป็นอันตรายต่อผิวหน้าบาง ๆ ของเฮา
นับข้อดีได้หลายข้อแล้วก็จะใช้อันนี้ต่อไปล่ะเจ้า

มาถึงผลิตภัณฑ์เส้นผม

หลัก ๆ ก็ใช้แค่แชมพู ครีมนวด แล้วก็น้ำมันบำรุงแค่นั้น
แต่แชมพู กะ ครีมนวดต้องเลือกยี่ห้อหน่อย
เพราะแพ้เกือบทุกยี่ห้อที่มีในตลาดที่ขายอยู่นี้
ยกเว้นยี่ห้อ Kiehl’s

ตอนอยู่เมืองไทยก็ใช้พันตีน เอ๊ย แพนทีน
ตอนนั้นยังไม่รู้ตัวว่าแพ้ -_-
เพิ่งมารู้ตัวเอาตอนเปลี่ยนยี่ห้อไปเรื่อย ๆ นี่ล่ะ
ว่า เออ อ๋อ .. มันเป็นอย่างนี้นิเอง

ครีมนวดผมเพิ่งมาลองเปลี่ยนเป็น leave in ดู
คือ สระผมเสร็จ ลงครีมนวด ลงน้ำมันแล้วเป่าแห้งได้เลย
ไม่ต้องล้างออก เพราะ พยายามหลีกเลี่ยงให้ครีมนวดโดนตัว
(กันแพ้ฮ่ะ)

ก็นับว่าได้ผลดีทีเดียว ใครแพ้ครีมนวด(หนักๆ) อย่างเรา
ลองเอาวิธีนี้ไปใช้ดูก็ได้ : )

น้ำมันบำรุงผมอยู่เมืองไทยเราใช้ Oriental Princess
หลังจากขวดที่หอบหิ้วมาจากเมืองไทยได้หมดไป
เลยหาของที่นี่ใช้แทนเพราะราคาก็ไล่เลี่ยกันเหลือเกิน
จนมาพบของ John Frieda ก็ใช้มาเรื่อย ๆ ต่อจากนั้น

ส่วนเจ้าตัว Secret Weapon ของ John Frieda
ไว้ใช้เซ็ทผมให้เข้าทรงคล้าย ๆ wax แต่ว่าสมูทกว่า เบากว่า

ถ้าวันไหนต้องจัดทรงหนักหน่อย (ซึ่งไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่)
ก็จะใช้ wax ซึ่งเราใช้ของ Paul Mitchell
(ยังเหลืออยู่เต็มขวดอยู่เล๊ย)

จบเส้นผม มาถึงตัว ..

เมื่อก่อนเป็นคนที่ขี้เกียจทาครีมมาก
จนมาหน้าหนาวนึงเห็นขาแตกแห้ง ข้อศอกด้าน น่ากลัวมาก
เลยต้องมาดูแลเนื้อตัวนี้ดส์นึง
จะเห็นว่าเราเป็นแฟนคลับตัวยงของ Jergens
มีทั้งโลชั่นธรรมดา และ โลชั่นที่เป็นวิ้ง ๆ (ด้านขวามือสุดในรูป)
ตัววิ้งนี่ใช้หน้าร้อนโดยเฉพาะ
(ซัมเมอร์มันสั้นนักสามเดือนเท่านั้น ฮือ)

แล้วก็มีบัวหิมะฝากเค้าหิ้วมาจากเมืองไทย
อันนี้รักษาครอบจักรวาลจริง ๆ

และตัวสุดท้าย..เด็ดสะระตี่มาก
แป้งน้ำศิริราช (หาซื้อได้ที่ รพ. ศิริราชที่เดียว) หลังจากลองใช้แล้ว
พบว่าได้ผลยอดเยี่ยมกระเทียมดองเหนือยาแต้มสิวฝรั่งใด ๆ ในทั่วหล้า
เลยต้องบรรจุเป็นยาสามัญประจำบ้านอีกอันนึง
(ขอบคุณเจ๊มากมายที่ไปซื้อมาให้)

และตบท้ายด้วยของฝากจากเมืองไทย โดยพี่แมวใจดีคนนึง =^^=

หลัง ๆ พอมาอยู่เมืองนอกเมืองนา
แล้วมาได้ใช้ของสมุนไพรไทยก็พบว่า
ของไทยก็ดีไม่แพ้ของนอกเลยนา ..
(ตอนนี้ใช้ยาสีฟันดอกบัวคู่จนจะหมดหลอดแง้ว งิงิ)

แฮ่ก ๆ .. หมดซะที
(จริง ๆ มีน้ำหอม และ เครื่องสำอางอีกนะ แต่แปะไว้ก่อนล่ะกัน)

..วันนี้ขอจบรีวิวด้วยกลอนบทนี้ล่ะกันน๊ะ..

คนจะงาม งามที่ใจ ใช่ใบหน้า
คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน
คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน
คนจะรวย รวยศีลทาน ใช่บ้านโต

รูปและเรื่องราวเก็บตก

อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์ที่ขี้เกียจมาก
อากาศร้อนแล้วก็เลยทำให้ไม่อยากออกจากบ้าน
ไม่อยากจะไปไหน ไม่อยากจะทำอะไร
เพราะมันจะร้อนแบบหายใจไม่ค่อยออก

บางกิจกรรมก็ยังต้องไป ต้องทำ
แต่บางอย่างเลี่ยงได้ หรือหา excuse ให้ตัวเองได้ก็จะไม่ทำ -_-
ซึ่ง…….เป็นนิสัยที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เมื่อเห็นตัวเองอย่างนี้แล้วก็คิดว่าควรจะปรับปรุงซะที
หากต้องทำอะไร อย่างเช่น เรียนโยคะ ก็ควรจะต้องไป
ห้ามหา excuse ต่าง ๆ ให้ตัวเอง..แล้วก็ลงเอยด้วยการ ไม่ไปดีกว่า

…..

…..

…..

มีรูปเก็บตกจากที่ต่าง ๆ
ตั้งกะเดือนก่อน ^^”
ไปกินขนมร้านโปรดเจ้าเก่า Max Brenner
สังเกตจากคอสตูมจะเห็นว่ายังใส่เสื้อแขนยาว กะ ผ้าพันคออยู่

แฮปปี้มาก ๆ กับการที่ได้กินขนมอร่อย ๆ เนี่ย
ไว้ต้องไปอีก…อิอิ

…..

…..

…..

แล้วก็…………….เป็นอาทิตย์ของการวัดดวง 555
เนื่องมาจากคนรอบข้างหันไปวัดดวงด้วยสิ่งนี้กันเกือบหมด
จริงๆแล้วเราไม่ค่อยเชื่อเรื่องการพนัน และ การซื้อลอตโต้ซักเท่าไหร่
เพราะรู้ตัวเองดีว่าไม่มีดวงด้านนี้เลยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

คิดดูว่าเมื่อก่อนไปงานกาชาด ไปมันทุกปี
ก็สอยดาวมันทุกปีเช่นเดียวกัน ไม่เคยได้อะไรดีไปกว่ากระป๋องน้ำ ยาสีฟันไรเทือกนี้เลย
โตขึ้นมาหน่อยเริ่มเล่นบิงโกในงานกาชาด
ก็ไม่เคยจะได้บิงกะเค้าซะที
เห็นคนอื่นเดี๋ยวได้ทองบ้าง ได้เงินบ้าง สารพัด

T___T

มาสองวันนี้ลองวัดดวงเสี่ยงโชคดู
(ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าไม่ค่อยมีหรอก)
ด้วยการซื้อลอตโต้ที่อเมริกาครั้งแรกในชีวิต!!

ปรากฎว่า…….สองอันแรก อันละ $2
ถูกกินไปตามฟอร์ม ซึ่งไม่แปลกใจเท่าไหร่
ให้โอกาสตัวเองอีกครั้ง
ด้วยลอตโต้อันละ $5
กะว่า..ไม่ได้ก็ไม่เอาแล้ว
(เพื่อนเพิ่งได้ไป $500)
ปรากฎว่า………

ได้มาสิบเหรียญค้าบพี่น้องค้าบบบบบ..

พอแระ…..ดีกว่า
ลองเล่น ๆ ขำ ๆ ให้รู้ว่ามันเป็นไง

อ้อ! ลอตโต้ที่นี่มีหลายแบบ
มีทั้งแบบตัวเลขเหมือนบ้านเรา
แต่ออกกันรายวันเลยทีเดียวเชียว
มีทั้งแบบขูด ๆ อย่างที่เห็นนี่แหล่ะ
ซึ่งก็จะมีเครื่องซื้อลอตโต้อัตโนมัติตามร้าน grocery
ซื้อง่าย ขายคล่อง จริง ๆ
ถึงว่า..เล่นกันจ๊าง

สรุปซื้อไปสามอันเรากำไร $1 ถ้วน -_-

ปล.ลองย้ายรูปมาลงที่ flickr ดูบ้าง
แต่ก็กำลังกลุ้มใจกับรูปจำนวนมหาศาลที่ fotki
คือมันหลายปีมากกกกกกกกกก..จะย้ายมามันก็วุ่นวายอยู่
จะทิ้งไปก็เสียดายมิใช่น้อย
แต่ไอ้ครั้นจะต้องจ่ายตังค์ต่อมันก็เสียดายอ้ะ
เดี๋ยวนี้มีบริการให้เก็บรูปฟรีแถมให้พื้นที่เยอะด้วย จะจ่ายแพงกว่าทำไม >_<

Yama Restaurant

มีนัดกินข้าวกับเพื่อนกลุ่มเดิมๆ
เนื่องจากโอกาสพิเศษวันเกิดของเพื่อนสามคนในกลุ่ม
(ดันเกิดใกล้ ๆ กันจับเลี้ยงเสียทีเดียว)

อากาศร้อนพอประมาณวันนี้
ดีกว่าเมื่อสอง สามวันที่แล้วมาก
ที่อากาศร้อนขึ้นไปถึง 43.5C
(ร้อนกว่าเมืองไทยอีกง้ะ)

ช่วงนั้นเลยไม่ได้ทำไรเลยถ้าไม่จำเป็น
ขอนอนตากแอร์อยู่บ้านดีกว่านิ ^^”
เดินออกไปก็ร้อนจะเป็นลม
หายใจไม่ออก..เพราะอากาศที่นี่มันร้อนแห้ง

นิวยอร์กนี่เป็นเมืองมหัศจรรย์นะ
บทจะร้อนก็ร้อนตับแล่บ
บทจะหนาวก็หนาวยะเยือก
ไม่น่าเชืื่อว่าจะเกิดในเมืองเดียวกันได้

อาหารวันนี้เป็นญี่ปุ่นแนวดั้งเดิม
สั่งมากันเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ด้วยความเข้าใจผิด ฯลฯ
(มากเกินจะกิน)
ก็เลยต้องจำใจรับผิดชอบกันให้เต็มที่
ตอนนี้เลยกลายเป็นเห็น rolls ทั้งหลายแล้วอยากจะอ้วก

สุดท้ายก็กินกันไม่หมด
ห่อกลับบ้านกันไปคนละนิดละหน่อย
ส่วนสนนราคาความเข้าใจผิดในการสั่งอาหารเนี่ย
อย่าไปพูดถึงมันเลย ปวดใจ 555

คนของอดีต, คนของปัจจุบัน, คนของอนาคต

ช่วงนี้กำลังเผชิญกับภาวะลำบากใจประมาณนึง
ไม่มากไม่มายเพราะเคยผ่านมาแล้วบ้าง
แต่ก็ไม่ถึงกับชิวเลยทีเดียว
ที่ลำบากใจเพราะมันเป็นการที่จะต้องรักษาความรู้สึกคนหลาย ๆ คนในคราวเดียว
โดยที่จะให้บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่นทั่ว ๆ ถึงกัน

เราเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของสภาพจิตใจของคนรอบ ๆ ข้างมาก
ไม่อยากจะไปทำให้ใครเสียความรู้สึก หรือ รู้สึกเสียใจทั้งที่รู้ตัว และ ่ไม่รู้ตัว
เหตุนึงเพราะมันเป็นการก่อกรรมโดยไม่มีที่สิ้นสุด
ต่อให้เค้าไม่โกรธเรา..แต่เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นมันก็จะกลับมาหาเราเข้าซักวันอยู่ดี

ที่ผ่านมาหลายครั้งที่เราต้องพบเจอด้วยตนเอง
ด้วยการที่เคยถูกคนรอบข้างทำลายความรู้สึก
อย่างที่เค้าไม่รู้ตัวว่ากำลังทำร้ายเราอยู่

เราไม่โกรธนะ..แต่ความรู้สึกที่เสียไปมันก็ยังมี
เรารู้และเข้าใจว่าคนเราจะให้เป็นคนดี แคร์สังคมเหมือนกันหมดก็คงไม่ใช่
ต่างคนก็ต่างถูกหล่อหลอมมาด้วยต่างสภาวะทางจิตใจ สิ่งแวดล้อม สังคมที่ต่างกัน

เรื่องหลายเรื่องในชีวิต
มันตัดสินใจได้ไม่ยาก
เมื่อเจอปัญหา .. รู้ .. และมีคำตอบให้เสมอว่าควรจะทำยังไงกับมัน

แต่พอเริ่มลงมือปฎิบัติจริงมันกลับไม่เป็นอย่างที่รู้ อย่างที่เห็น อย่างที่เข้าใจ
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นปัจจัยมันไม่ใช่ตัวเราคนเดียว
เราไม่สามารถจะไปคอนโทรลจิตใจ รวมถึงการกระทำของคนอื่นได้
เราได้แต่ยืนอยู่ในจุดที่เราควรจะยืน ทำในสิ่งที่เราควรจะทำ พูดในสิ่งที่เราควรจะพูด

…เท่านั้น…

เราเชื่อว่าคนทุกคนมีอดีต
มีคนในอดีต มีคนของอดีตด้วยกันทั้งนั้น
เราเป็นคนไม่มีปัญหากับคนในอดีตของใคร
แต่บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าเราควรจะรู้สึกอะไรบ้างหรือเปล่า?
กับคนในอดีตของใครบางคนที่ยังวนเวียนวุ่นวายกันอยู่
ซึ่งเห็นแล้วเวียนหัวแทน..

เรื่องประทับใจมันก็มีหลายเรื่อง
แต่…เรื่องที่ติดใจมันก็ยังมีไว้คานกันอยู่

ทางใดที่เรามองเห็นว่ามันเป็นทางปัญหา
เป็นทางที่ก่อให้เกิดทุกข์โดยไม่จำเป็น
เราก็เลือกที่จะไม่เดินดีกว่า..
แม้ทางที่เราเดินอยู่มันจะเปลี่ยว
มันจะขรุขระ และ เหงาบ้างบางที

แต่เราก็ยินดีที่จะเดินไปเรื่อย ๆ ของเราอย่างนี้แหล่ะ
ตราบใดที่เรารู้สึกว่ามันก็ยังเป็นทางที่ไม่สร้างทุกข์เพิ่มขึ้นให้กับตัวเราเอง

่กับบางคน เค้ามีคนปัจจุบันของเขา
แต่ก็ยังมาวุ่นวายกับเรา
บางทีบอกไปตรง ๆ แล้ว
ว่าไม่นิยมคนมีเจ้าของ
ก็ยังทำเหมือนไม่เข้าใจ
ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจเค้าเหมือนกัน
ว่าทำไมถึงจะต้องทำให้คนที่รักเค้ารู้สึกไม่ดีด้วย

ถ้าหากจะเลิกกัน
ก็ขอให้เลิกกันเพราะว่ามันจะต้องเลิกกัน
อย่าให้เลิกกันเพราะว่ามีเราเป็นเหตุ
เพราะวันนึงหากได้คบกันแล้ว..เค้าก็จะเลิกกับเราได้
โดยมีคนอื่นเป็นเหตุเช่นเดียวกัน

เป็นเมื่อก่อนเจอแบบนี้คงคิดว่าทำไมต้องเป็นเรา(อีกแล้ว)
เดี๋ยวนี้เจอแล้วก็..วุ่นวายใจพอเป็นพิธี
กลัวปัญหาที่เข้ามาจะน้อยใจไปว่าทำไมว้า..ไม่รู้สึกไรเลยเหรอ 555

เราก็อยู่เฉย ๆ ของเรา
สิ่งเหล่านี้วิ่งเข้ามาหาเราเองโดยอัตโนมัติ
ซึ่งบางครั้งหลายคนเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่น่ายินดี
ที่ใครต่อใครพากันมาสนอกสนใจ
แต่เรากลับมองเห็นว่ามันเป็นความวุ่นวายนิดๆ
ปนกับการก่อกรรมแบบไม่รู้ตัวหน่อยๆ

ซึ่งถ้ามาแบบปกติ
ก็คงไม่ได้เอามาเป็น issue อย่างนี้ :)
เพราะเราก็มีวิธีมองหาคนในอนาคตในแบบฉบับของเรา
ของแบบนี้จริตใคร จริตมันเนาะ ;)

จะว่าไป…เราว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเท่าไหร่หรอกมั้ง
ที่จะเจอเรื่องซ้ำ ๆ ซาก ๆ เดิม ๆ วนเวียนไม่จบไม่สิ้น
เปลี่ยนแค่ตัวละคร…..

เราก็ได้แต่ทำหน้าที่ของเราไปให้ดีที่สุดเท่าที่สติพึงจะมี
ได้แค่หวังว่า..มันจะผ่านไปได้ด้วยดี
โดยไม่ต้องไปกระทบกับใจของใครอีกมากมายในอนาคต

Asanee - Wasan live in NYC

ตื่นเต้ลลลล..จะได้ดูคอนเสิร์ตอัสนี วสันต์ที่ินิ้วโยก
สปอนเซอร์โดยเบียร์สิงห์ของเฮานี่เอง
รู้ข่าวเมื่อประมาณเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา
ซึ่งเวลาผ่านไปไวมาก
เผลอแปร๊บเดียว…ก็ถึงเวลาที่รอคอยแล้ว

คอนเสิร์ตครั้งนี้ เป็นหนึ่งในแผนการโปรโมทของสิงห์
ซึ่งเลือก presenter ได้ค่อนข้างดีทีเดียว
กลุ่มเป้าหมายกว้าง แล้วก็ใจถึงที่จะจ่าย
ก่อนหน้าที่จะมานิ้วโยก
ก็ได้ไปเปิดคอนเสิร์ตที่ Nokia Theatre ใน L.A.
ด้วยจำนวนที่จุคนถึง 7500 คน
แล้วบัตรเต็มทุกที่นั่ง
คนไม่มีบัตรที่ไปเฝ้าคอยหน้างานต้องขึ้นยืนดูบนชั้นสองแทน

(ได้ข่าวว่าตอนท้าย..พี่ป้อมร้องไห้ด้วยความซึ้ง)

มาดูบรรยากาศในนิวยอร์กกันมั่ง
ตามกำหนดการ ประตูเปิดสองทุ่ม งานเริ่มสามทุ่ม
เรา และ ชาวคณะ
ซึ่งมีกันอยู่เกือบสิบชีวิต ณ ตอนนั้น
มาถึงกันประมาณทุ่มกว่า
เนื่องด้วยมีสองคนในกลุ่มเป็น press
เลยต้องมาถึงแต่เนิ่น ๆ หน่อย
(เนื่องด้วยตอนนี้เป็นซัมเมอร์สองทุ่มก็ยังไม่มืด)

ตอนแรกไม่คิดว่าจะมีคนมารอเยอะ
เพราะเราว่ามันยังหัววันอยู่
แต่ที่ไหนได้……แถวยาวม๊ากค่ะ
แล้วที่จัดคอนเสิร์ตครั้งนี้เค้าจดทะเบียนเป็นคลับ
เพราะฉะนั้นใครต่ำกว่า 21 หมดสิทธิ์จ้า

ที่เห็นเข้าแถวกันนี่ .. เป็นแค่ส่วนนึงเท่านั้น
เพราะเค้าจัดแบ่งให้เข้าไปเป็นกลุ่ม ๆ
ซึ่งถึงว่าการจัดการดีมืออาชีพพอสมควร
เดินตรวจไอดีกันตั้งแต่อยู่บนแถวกันเลยทีเดียว
และก็ตรวจกันอีกทีก่อนเข้างาน..

เข้าไปถึงคนก็ออแน่นอกันพอสมควรแล้ว
เห็นว่าคนที่อยู่ข้างหน้ามารอตั้งแต่ห้าโมงเย็น -_-
นับถือความพยายามค่า..ห้าโมงเย็นเรายังนั่งโซ้ยสเต็กกับชาวคณะอยู่เลย

ในงานมีคนไทยมากันเพียบ
(ก็แน่ล่ะ งานคอนเสิร์ตไทยนิ)
มีบางกลุ่มเตรียมตัวกันมาอย่างดี
สกรีนเสื้อเป็นชื่อเพลงของอัสนี วสันต์คนละเพลง
เจ๋ง ๆๆๆๆๆ อยากทำงี้มั่ง

เข้ามาในงานรู้สึกได้ถึงความร้อน
มันช่างเป็น deja vu เสียจริง
ตอนที่ดูคอนเสิร์ตโมเดิร์นด๊อกเมื่อสองปีที่แล้ว
ก็ร้อนไม่แพ้กันเลย และที่สำคัญ แอร์ไม่ทำงานเหมือนกัน

แต่ทุกคนในงานสู้ตาย ไม่มีใครถอย

ก่อนเริ่มงานเราเลยหาที่ชอบ ที่ชอบยืนเนื่องจากความสูงมีจำนวนจำกัด
จะยืนตรงไหนก็คงไม่ได้ เลยต้องเล็งหาที่ดี ๆ ที่เหมาะสม
เพื่อที่จะมองได้เห็นชัดโดยที่ไม่มีใครบัง

ระหว่างนั้นก็มีชาวคณะมาสมทบอีกสิบกว่าชีวิต ^^
รวมแล้ว..สามสิบชีวิตได้

จากตรงที่ปักหลักดูคอนเสิร์ตนั้น
ก็มีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา
แล้วเราก็บังเอิญได้เจอกับรุ่นพี่ที่คณะที่ไม่ได้เจอกันนานมากกกกก
ดีใจมากมายที่ได้เจอกันอีกครั้งนึง

งานนี้เป็นงานรวมพลคนไทยแทบทุกวัย ทุกวงการเลยก็ว่าได้
นอกจากคนไทยในนิวยอร์กแล้วยังมีคนไทยในรัฐใกล้เคียงอย่าง
ดีซี ชิคาโก้ บอสตัน เวอร์จิเนีย นิวเจอร์ซี่ ฯลฯ ด้วย

บัตรสี่พันใบถูกจองหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว
กระแสตอบรับดีมาก
ส่วนนึงอาจเป็นเพราะว่าฟรีด้วยมั้ง :)

แต่เราว่าถึงจะเสียเงินก็ยังจะมีคนมาเยอะอยู่ดีนิ
ก่อนเริ่มงานก็ชักภาพเล่นพอเป็นพิธี..

สามทุ่มคอนเสิร์ตเริ่ม

กล้องเรามีแต่ภาพมุมไกล..เพราะไม่มีความสามารถจะไปเบียดกะใครได้จริง จริ๊งงง
แค่ยืนอยู่ด้านหลังตรงที่มันเบียดกันน้อย ๆ ก็อาบเหงื่อต่างน้ำแล้ว
สองชั่วโมงกว่าแห่งความสุขมันแสนสั้นเหลือเกิน
ชื่ออัสนี วสันต์ไม่เคยทำให้ผิดหวังจริง ๆ
เครื่องเสียงแน่น นักดนตรีเจ๋งมากทั้งทีม
รวมทั้งคอรัสทั้งสองคนด้วย

นอกจากความประทับใจที่ได้กลับมาแล้ว
ก็ยังได้นี่ …………… ปิ๊กในตำนาน 555

ไม่ได้ไปแย่งกะเค้าด้วยตัวเองหรอก
เพื่อนรักเก็บเอาไว้ให้เนื่องจากเป็นตากล้อง
เลยได้อภิสิทธิ์ไปอยู่ข้างหน้าได้โดยไม่ต้องเบียดกะใคร

เลิกคอนเสิร์ตเดินออกมา
ก็เจอเพื่อนเก่าเพื่อนแก่อีกคนสมัยมหา’ลัย

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว..เราเรียนด้วยกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน
มาวันนี้..เราก็มาอยู่ในนิ้วโยกซิตี้ด้วยกันอีก
ถือว่าคอนเสิร์ตวันนี้เป็นงานรวมญาติวันนึงเลยก็ว่าได้
เจอทั้งเพื่อนเก่า เพื่อนแก่ เพื่อนไม่แก่ เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน

ปิดท้ายวันจริง ๆ ด้วยอาหารญี่ปุ่น
ยากิโทริ .. ที่แถว Japanese Town

ก่อนที่จะแยกย้ายบ้านใครบ้านมัน…ไว้เจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการ